เมื่อต้องคุยเรื่องบ้านกับสถาปนิก ตอนที่ 2 : เรื่องที่เจ้าของบ้านต้องตัดสินใจ
Posted on: ตุลาคม 2, 2016, by : admin

แบบบ้านคงเสร็จสมบูรณ์ไม่ได้ หากขาดความร่วมมือ ความคิดเห็น และการตัดสินใจจากเจ้าของบ้าน เพราะลำพังเพียงสถาปนิกคนเดียวไม่สามารถออกแบบบ้านได้ตั้งแต่เริ่มจนจบ หากขาดผู้มีอำนาจในการตัดสินใจอย่างเจ้าของบ้านไป
สำหรับตอนที่แล้ว “เมื่อต้องคุยเรื่องบ้านกับสถาปนิก ตอนที่ 1 : เตรียมตัวให้พร้อมก่อนคุย” ได้บอกกันไปแล้วว่า ในฐานะเจ้าของบ้านจะต้องเตรียมตัวอย่างไร และเตรียมข้อมูลอะไรให้กับสถาปนิกบ้าง เพื่อให้สถาปนิกนำข้อมูลเหล่านั้นไปวิเคราะห์และสังเคราะห์ออกมาเป็บแบบบ้าน ในคราวนี้เราจะมาเล่ากันต่อว่าเมื่อสถาปนิกนำแบบร่างขั้นต้นไปจนถึงแบบที่มีการพัฒนาไปเรื่อยๆ มาเสนอในแต่ละครั้ง เจ้าของบ้านจะต้องเตรียมตัวตัดสินใจอะไรบ้าง

a-1

แบบร่างที่สถาปนิกจะนำมาเสนอจะประกอบด้วย แนวความคิดในการออกแบบหรือคอนเซปต์ (Concept) รวมถึงรูปแบบบ้าน วัสดุที่แนะนำให้ใช้ การจัดสรรและการแบ่งพื้นที่ใช้สอยในบ้านตามแนวความคิดนั้น ซึ่งสำหรับสถาปนิกรุ่นเก๋าๆ เราอาจได้พบการนำเสนองานด้วยภาพสเกตช์มือทั้งแปลน หรือภาพบ้านในมุมมองต่าง ๆ แต่ในปัจจุบันมีเครื่องมือที่ช่วยทุ่นแรงอย่างคอมพิวเตอร์ในการจัดทำแบบซึ่งสามารถจัดเก็บ และแก้ไขแบบได้ง่ายและรวดเร็ว โดยมีโปรแกรมต่างๆ ที่สามารถนำเสนอรูปแบบงานได้หลากหลาย ทั้งแบบแปลนลายเส้น แบบสามมิติ หรือในรูปแบบภาพเสมือนจริง ขึ้นอยู่กับสไตล์ ความถนัด และความเหมาะสมในแต่ละขั้นตอนการนำเสนอของสถาปนิกแต่ละคน เพื่อที่จะสื่อสารกับเจ้าของบ้านให้เข้าใจได้ง่าย

a-3

อย่างไรก็ตาม แน่นอนว่ากว่าจะได้แบบบ้านที่ถูกใจต้องมีการปรับแก้กันไม่น้อยกว่า 4-5 รอบ หรือบางครั้งความเข้าใจในแบบร่างไม่ตรงกันระหว่างสถาปนิกกับเจ้าของบ้าน จนทำให้ต้องแก้ไขกันที่หน้างานก่อสร้างก็มี ดังนั้น ควรทำความเข้าใจกับแบบร่างให้ตรงกัน และปรับแก้ให้เสร็จเรียบร้อยก่อนจัดทำแบบก่อสร้างไปจนถึงลงมือก่อสร้าง เพราะเมื่อเริ่มสร้างไปแล้ว หากมีการรื้อวัสดุต่าง ๆ ทุบพื้น ทุบผนัง หรืออาจถึงขั้นแก้ไขงานโครงสร้างนั้น เสียทั้งเงิน เวลา และแรงงานมากกว่าการแก้ไขในกระดาษหลายเท่า
สิ่งที่เจ้าของบ้านควรมีส่วนร่วม และตัดสินใจในขั้นตอนการจัดทำแบบร่างเป็นอย่างน้อย ก่อนจะดำเนินการจัดทำแบบบ้านฉบับสมบูรณ์ที่พร้อมนำไปสร้าง มีดังนี้

 

1. ตรวจสอบและทำความเข้าใจแบบร่าง
– การวางแปลนแต่ละชั้นมีพื้นที่ใช้งานครบถ้วน ตำแหน่งห้องต่าง ๆ รวมถึงการเชื่อมต่อระหว่างพื้นที่เหมาะสม สัมพันธ์กับพฤติกรรมการอยู่อาศัยในบ้าน เช่น ห้องน้ำที่อยู่ในห้องนอนต้องเดินผ่านห้องแต่งตัวหรือไม่ จากห้องครัวสามารถแจกจ่ายอาหารไปห้องอาหารหรือพื้นที่ปาร์ตี้นอกบ้านได้อย่างสะดวก เป็นต้น
– รูปแบบบ้านตรงตามสไตล์ที่ต้องการ

a-2

2. เลือกวัสดุและอุปกรณ์ที่ใช่ ตามที่ได้หาข้อมูลมา หรือตามที่ผู้ออกแบบแนะนำ โดยเราสามารถไปร้านจำหน่ายวัสดุกับสถาปนิกก็ได้ เพื่อเรียนรู้ข้อมูลเพิ่มเติม และยังได้ลองจับ หรือสัมผัสวัสดุโดยตรง ทั้งวัสดุโครงสร้างและวัสดุตกแต่ง ยกตัวอย่างเช่น อิฐก่อผนัง โครงหลังคา วัสดุมุงหลังคา แผ่นฝ้าเพดาน ปูนฉาบตกแต่ง กระเบื้องปูพื้น-ผนัง พื้นไม้ระเบียง สุขภัณฑ์ ฯลฯ

3. ฮวงจุ้ยสำคัญกับบ้าน สำหรับคนที่เชื่อในศาสตร์ฮวงจุ้ย ควรพาซินแสหรืออาจารย์ที่นับถือมาตรวจสอบดวงชะตาเจ้าของบ้านเพื่อกำหนดทิศทางในผัง และแนวทางออกแบบแปลนบ้านให้เรียบร้อยตั้งแต่เนิ่นๆ เพื่อให้สถาปนิกนำข้อมูลที่ได้ไปประกอบการออกแบบ

4. ระบบอำนวยความสะดวกในบ้าน ไม่ว่าจะเป็นระบบน้ำ ระบบไฟ ระบบปรับอากาศ รวมถึงระบบสื่อสาร หรือแม้แต่ระบบควบคุมอัตโนมัติต่าง ๆ ล้วนเป็นสิ่งที่เจ้าของบ้านต้องตัดสินใจเลือกให้เหมาะกับการอยู่อาศัย และแจ้งแก่แก่สถาปนิก รวมถึงผู้เชี่ยวชาญระบบนั้นโดยตรง เพื่อทำการออกแบบร่วมกันให้สมบูรณ์ที่สุด ยกตัวอย่างเช่น เลือกใช้ระบบน้ำร้อนหรือระบบน้ำอุ่น, มีเครื่องใช้ไฟฟ้าอะไรบ้าง ต้องการปลั๊กไฟที่จุดไหน ควบคุมการเปิด – ปิดอย่างไร, ปกติใช้พื้นที่ร่วมกัน หรือมักจะอยู่แยกห้อง ซึ่งจะส่งผลต่อการออกแบบระบบปรับอากาศที่เหมาะสม, มีระบบกล้องวงจรปิดหรือสัญญาณกันขโมยประเภทใด เป็นต้น

5. มีงานออกแบบภายในและงานจัดสวนรอบบ้าน (หรืออย่างใดอย่างหนึ่ง) สำหรับเจ้าของบ้านที่ต้องการใช้บริการออกแบบภายในโดยมัณฑนากร หรือออกแบบตกแต่งสวนโดยภูมิสถาปนิกเป็นพิเศษ ควรแจ้งแก่สถาปนิกด้วยเช่นกัน เพื่อให้งานออกแบบบ้านในภาพรวมสอดคล้องกลมกลืนกัน รวมถึงการเตรียมโครงสร้างและงานระบบที่เกี่ยวข้องให้เหมาะสม

ระหว่างที่แบบร่างบ้านเริ่มลงตัวหรือมีการปรับแก้น้อยมาก สถาปนิกจะเริ่มส่งแบบดังกล่าวแก่ผู้ที่เกี่ยวข้อง ได้แก่ วิศวกรโครงสร้าง วิศวกรงานระบบต่าง ๆ มัณฑนากร ภูมิสถาปนิก ฯลฯ เพื่อให้ดำเนินการออกแบบและจัดทำแบบก่อสร้างที่มีรายละเอียดต่อไป ในขณะเดียวกัน สถาปนิกก็จัดทำแบบสถาปัตยกรรมไปด้วย จนสุดท้ายจะได้แบบก่อสร้าง ฉบับสมบูรณ์ (เรียกกันติดปากว่า พิมพ์เขียว (Blue Print)) มีการเซ็นรับรองโดยผู้จัดทำ พร้อมจะนำไปขออนุญาตสร้างกับทางสำนักงานเขตและประกวดราคาเลือกผู้รับเหมาก่อสร้าง ทั้งนี้ สำหรับเอกสารรายการคำนวณค่าวัสดุก่อสร้าง (BOQ) สถาปนิกจะจัดทำให้หากมีการระบุในสัญญาว่าจ้าง