เมื่อต้องคุยเรื่องบ้านกับสถาปนิก ตอนที่ 4 : เตรียมเอกสาร ราคากลางและคัดเลือก ผู้รับเหมา
Posted on: ตุลาคม 2, 2016, by : admin

เมื่อแบบก่อสร้างเสร็จสมบูรณ์ และได้ทำเรื่องยื่นขออนุญาตก่อสร้างบ้านเป็นที่เรียบร้อยแล้ว ระหว่างนี้เราสามารถดำเนินการหาผู้รับเหมามาสร้างบ้านให้เราไปด้วย โดยการเตรียมเอกสารราคากลางที่หลายคนอาจเคยได้ยินใครเรียกอยู่บ่อยๆ ว่า “BOQ (Bill of Quantities)” เพื่อใช้ในการประกวดราคาหาผู้รับเหมา ซึ่งผู้รับเหมาที่เข้าร่วมประกวดราคานั้น ควรผ่านเกณฑ์การพิจารณาคัดเลือกในด้านต่างๆ มาแล้ว

รู้จักกันก่อนว่า BOQ คืออะไร?
BOQ (Bill of Quantities) คือ รายการแสดงปริมาณงานและราคาวัสดุก่อสร้าง ที่ถอดมาจากแบบก่อสร้างอย่างละเอียด ทั้งแบบสถาปัตยกรรม แบบวิศวกรรมโครงสร้าง และแบบวิศวกรรมงานระบบต่างๆ รายละเอียดใน BOQ จะแยกเป็นหมวดหมู่งาน เช่น งานเตรียมพื้นที่ งานโครงสร้าง (ฐานราก คาน เสา พื้น และโครงหลังคา) งานมุงหลังคา งานฝ้าเพดาน งานผนัง งานพื้น งานทาสี งานระบบไฟฟ้า งานประปาและสุขาภิบาล เป็นต้น โดยแจกแจงเป็นรายการต่างๆ ในแต่ละหมวด ซึ่งจะมีการระบุประเภท ขนาด และราคาของวัสดุ รวมถึงปริมาณหรือพื้นที่ที่ใช้ และค่าแรงในแต่ละรายการ

 

k-2

จะเลือกผู้รับเหมามาสร้างบ้านให้เราทั้งที ควรพิจารณาให้ดีทั้งในเรื่องของเอกสารราคาและสัญญา ผลงานที่ผ่านมา ราคาที่เหมาะสม ประสบการณ์ รวมถึงความรับผิดชอบในการทำงาน
ใครเป็นผู้จัดทำ BOQ ?
โดยปกติสถาปนิกจะเป็นผู้ดำเนินการซึ่งต้องมีการระบุในสัญญาว่าจ้าง แต่ถ้าหากไม่มีระบุไว้ในสัญญา เราควรจัดหาผู้เชี่ยวชาญให้เป็นผู้จัดทำ โดยสถาปนิกจะเป็นผู้ช่วยตรวจสอบข้อมูลและความถูกต้อง

ทำไมต้องทำ BOQ ?
BOQ เป็นเอกสารสำคัญที่สถาปนิกและเจ้าของบ้านใช้ในการเปรียบเทียบราคาก่อสร้างจากผู้รับเหมาแต่ละราย โดยผู้รับเหมาจะได้รับ Blank BOQ ซึ่งเป็นเอกสารชุดเดียวกับ BOQ เพียงแต่จะเว้นว่างในช่องราคาค่าวัสดุและค่าแรงไว้ รวมถึงค่าดำเนินการ กำไร และภาษีให้ผู้รับเหมาแต่ละรายกรอก และเมื่อได้ผู้รับเหมามาสร้างบ้านให้เราแล้ว เอกสารตัวนี้จะเป็นตัวควบคุมและตรวจสอบงบประมาณในการก่อสร้าง เพราะสามารถเปลี่ยนแปลงปริมาณหรือชนิดวัสดุก่อสร้างที่ระบุเอาไว้ได้ นอกจากนี้หน้าที่สำคัญของ BOQ ยังช่วยคุมการวางแผนซื้อและจัดส่งสินค้าให้ทันตามกำหนดการก่อสร้างอีกด้วย

k-1

คัดเลือกผู้รับเหมาให้ตรงใจอย่างไร ?
เมื่อได้ราคาก่อสร้างจากผู้รับเหมาแต่ละรายแล้ว เกณฑ์ในการตัดสินใจเลือกผู้รับเหมาซึ่งนอกจากจะเปรียบเทียบราคาค่าแรงและวัสดุแล้ว ควรพิจารณาในเรื่องต่างๆ ดังต่อไปนี้

  • 1. ศักยภาพของผู้รับเหมา เช่น รูปแบบบริษัท จำนวนบุคลากร จำนวนงานที่รับทำต่อปี มูลค่างาน สถานะการเงินตลอดจนผังการบริหารงานขององค์กรหรือทีมงาน เป็นต้น
  • 2. ความถนัดในงานที่ทำ เช่น ทำบ้านโครงสร้างบ้านคอนกรีตเสริมเหล็ก หรือบ้านโครงสร้างเหล็ก เป็นต้น
  • 3. ผลงานที่ผ่านมา เยี่ยมชมสถานที่ก่อสร้างจริง หรือสอบถามข้อมูลจากผู้ที่เชื่อถือได้ โดยควรพิจารณาด้านคุณภาพงาน ความตรงต่อเวลา ควบคุมงบประมาณได้ดี และมีการเคลียร์พื้นที่ก่อนส่งงานอย่างเรียบร้อย
  • 4. มีความเข้าใจและมีมาตรฐานที่ตรงกัน สามารถสื่อสารพูดคุยกันรู้เรื่อง มองภาพงานออกมาในรูปแบบเดียวกันเพื่อให้ผลงานสำเร็จออกมาราบรื่น
  • 5. มีเอกสารสัญญา และแบบก่อสร้างที่ชัดเจน ใช้เป็นหลักฐานในแง่กฎหมาย และช่วยให้ทั้งสองฝ่ายมีเป้าหมายในการดำเนินงานร่วมกันที่ชัดเจน ลดการผิดพลาดในการทำงาน
  • 6. การรับประกันผลงาน ผู้รับเหมาที่ดีนอกจากจะต้องทำงานได้ดี มีคุณภาพ เสร็จตรงตามกำหนดเวลาแล้ว การรับประกันผลงานก็เป็นอีกหนึ่งปัจจัยในการคัดเลือกผู้รับเหมา โดยควรรับประกันผลงานหลังจากก่อสร้างเสร็จแล้วอย่างน้อย 1 ปีทั้งนี้ หากเลือกผู้รับเหมาได้แล้ว ขั้นต่อไปก็เป็นการเซ็นต์สัญญากับผู้รับเหมา ซึ่งสามารถศึกษาเพิ่มเติมจาก เคล็ดลับการทำสัญญากับผู้รับเหมา

a